|
รถคันแรกในชีวิต............
ตั้งแต่ปลายเดือนมา ก็ได้มีเวลามาอัพฯ ไดอารี่อีกครั้งหนึ่ง
ช่วงนี้เห็นว่าได้อยู่บ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถอัพไดอารี่ได้ทุกวัน
เพราะว่ามีงานต้องสะสางมากมายก่ายกอง
ไหนจะห้องนอนของลูก ต้องตกแต่งให้เป็นระเบียบ
ของใช้ที่ไม่จำเป็นก็เก็บไปไว้บนห้องใต้หลังคาให้หมด
เพราะเห็นแล้วดูมันรกหูรกตามากมาย เลยจัดการซะเลย
และอีกอย่าง วันเสาร์อาทิตย์ คุณสามีก็อยู่บ้าน
เลยมีเวลาจัดการห้องนอนลูกให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็ต้องไปจ่ายตลาด
ที่ไปก็เพราะว่าอยากจะเปิดหูเปิดตาบ้างนะสิ
เพราะนานๆ ทีได้หยุดยาวๆ แบบนี้
ถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัว
และอีกอย่าง อากาศก็สดชื่นแจ่มใส
เหมือนเมืองไทยเลยนะ ขอบอกกกก...............
วันนั้นจ่ายตลาดให้คุณน้าลีอีกด้วย
เพราะน้าลีเขาชอบกินผลไม้ที่ตลาด
ตามปกติน้าลีก็ไปตลาดทุกๆ วันเสาร์อยู่แล้ว
แต่ช่วงหลังผ่าตัด เป็นช่วงที่เดินเหินลำบาก
ฉันเลยชวนหยันไปจ่ายตลาดเป็นเพื่อน
วันนั้นอยากจะเดินดูให้ทั่วตลาดเลย
แต่เป็นเพราะสังขารไม่อำนวย
เนื่องจากเดินมากไม่ได้ เพราะหลายวันมานี้เป็นตะคริวบ่อยๆ
ก็เลยซื้อของที่จำเป็นต้องซื้อเท่านั้นแหละ
ตอนบ่ายต้องทำกับข้าวให้ฝรั่ง จำนวน 8 คน
จริงๆ แล้วเป็นออร์เดอร์ของน้าลีนั่นแหละ
แต่น้าลีโยนงานมาให้ ก็เลยจัดการซะเลย
เพราะทำกับข้าวแค่ 3 อย่างเอง มีรายการดังนี้
1.ปอเปี๊ยะ จำนวน 20 ชิ้น
2.กุ้งผัดน้ำพริกเผา รสเผ็ดนิดหน่อย (ใช้กุ้ง 1.5 กิโลกรัม)
3.แกงเขียวหวานหมู ไม่เผ็ด (ใช้หมู 1.10 กิโลกรัม)
4.ไก่ผัดขิง (ใช้ไก่ 1.20 กิโลกรัม)
5.ข้าวสรวย 1 หม้อ

นี่เป็น "กุ้งผัดน้ำพริกเผา" รสชาติไม่เผ็ดเลย แต่สีสวยมาก...(เหมือนเผ็ด)

นี่เป็น "แกงเขียวหวานหมู" เคี่ยวจนเนื้อหมูเปื่อย ไม่เผ็ดอีกนั่นแหละ
เพราะดูจากสีของแกงก็น่าจะรู้ อิอิ.....
แบบนี้แหละ ฝรั่งชอบกินมากๆๆ

และสุดท้าย ก็เป็นเมนูยอดฮิต
นั่นคือ "ไก่ผัดขิง" เติมสีสันด้วยแครอทค่ะ
ใส่ไก่เยอะๆ จริงๆ แล้วใส่แค่ครึ่งกิโลกรัมก็พอ
แต่นี่เป็นแบบฝรั่ง เขานิยมกินเนื้อไก่มากกว่าผัก
และที่สำคัญที่เมืองนี้มีขิงค่ะ....
เลยทำให้ราคาอาหารย่อมเยาว์ไปด้วย
แต่ถ้าหากไปร้านอาหารไทยที่นี่
คิดราคาต่อหัวคนละ 25 ยูโร ยังไม่ได้กำไรเลย
..........
แค่นี้เอง ก็ไม่มากมายอะไรเลย
เตรียมของช่วงเช้าเสร็จก็จัดการปรุงอาหาร ตอนบ่าย 3
เพื่อนบ้านน้าลีมารับตอน 17.30 น.
(ทราบว่ารายการอาหารแต่ละอย่างถูกปากมากมาย
เพราะวันนี้เพิ่งได้คุยกับเจ้าของงาน อิอิ )
**
วันอาทิตย์ที่ 3 สค.2008
ตอนแรกคิดว่าไม่ได้ออกบ้านไปไหน
เกือบลืมไปเลยนะ ต้องไปเรียนเย็บผ้าที่บ้านพี่รัตน์นะสิ
ก็เลยจัดการทำ ไก่กะยาฮาซอส ให้สามีและพี่ชายของสามีกิน
ในบ่ายวันอาทิตย์นั่นแหละ
วันนี้ฝนตกปรอยๆ อากาศสบายๆ
ตอนบ่ายโมง-ห้าโมงเย็น ไปบ้านพี่รัตน์
ไปเรียนการซ่อมแซมเสื้อผ้านั่นแหละ
ตอนนี้ก็พอทำได้บ้างแล้วล่ะ
เพราะเอาเสื้อ กางเกงของหยันไปตัดเพียบเลย
ตอนเย็นกลับบ้าน พักผ่อน
ตอนกลางคืน ช่วงนี้เป็นตะคริวบ่อยๆ ทรมานมาก
โชคดีที่มีถุงน้ำร้อนของพี่รัตน์ช่วยเอาไว้ทัน
ก็เลยผ่อนคลายไปหลายตลบ......
4 สค.2008
วันนี้มีนัดกับน้าลุ๊คและน้าของน้าลุ๊คไปดูรถกัน
ที่เมือง Anterwep โน่นแนะ
ชาลีนไปด้วย แต่น้าลีขอพักผ่อนอยู่บ้าน เพราะไม่อยากเดินทาง
ก็ไปดูรถที่อู่มือสองกัน
น้าของน้าลุ๊คได้มา 1 คัน
เป็นเปอร์โย 206 ราคา 8800 ยูโร
ส่วนฉันไปถูกใจฮอนด้า แจส
แต่ราคาเนี่ย บาดหัวใจมาก
เป็นราคาที่สามารถซื้อรถมือหนึ่งขับได้เลย
คือราคา 10950 ยูโร
มานั่งมองดูงบประมาณในกระเป๋าแล้ว ก็ตัดใจดีกว่า
ทั้งๆ ที่ชอบมากกกกกกกก...........
ส่วนคันที่ดูรายละเอียดในเวป
ดูแล้วชอบ แต่พอไปดูจริงๆ กลับไม่ชอบ (ซะงั้น)
เมื่อมองดูรถแต่ละคันแล้ว ก็หดหู่หัวใจ
แต่พอดีว่า เพื่อนของน้าลุ๊ค เขาบอกว่า มีรถอีกคันหนึ่งแถวบ้าน
เขาจะขาย ราคาไม่แพงด้วยคือ 2000 ยูโร
แต่เป็นรถเก่า สภาพดีมาก ถ้าหากสนใจก็ให้แวะไปดู
พอดีเห็นว่าเสียเวลามาดูรถแล้ว
ก็เลยแวะไปดูซะหน่อย
ทดลองขับขี่ และตรวจดูสภาพอะไหล่รถยนต์
ก็ปรากฏว่าถูกใจ ใช่เลย
เพราะตั้งใจว่าเอามาขับฝึกหัดเฉยๆ
แล้วถ้าหากคล่องมือเมื่อไหร่ ก็ซื้อรถใหม่มาขับ
ตอนแรกก็ยังชั่งใจอยู่ เพราะปีเตอร์บอกว่า
มีอีกคันหนึ่งเป็นรถ 8 ปี ของโฟคสวาเก้น โปโล
แต่พอสอบถามที่อู่แล้ว เขาบอกว่าเป็นรถ 3 ประตู
ก็เลยไม่เอาดีกว่า เพราะที่อยากได้คือรถ 5 ประตู
ไม่เล็กไม่ใหญ่ เกินไป
ราคาไม่เกิน 4000 ยูโร
แต่ก็นั่นแหละ...............
ตัดสินใจแล้ว ก็จะพยายามรักษาให้ดีที่สุดหละ

มุมมองจากด้านข้าง...........

มุมมองจากด้านหน้า

มุมมองจากด้านหลัง
ก็รถคันนี้ไง
FIAT (Tipo) สีเทาเข้ม
ขนาด 5 ประตู สภาพดีมากๆๆ
ยางรถดูได้เลยว่า ไม่ค่อยได้ใช้งานมากเท่าไหร่
มีการตรวจเช็คสภาพรถกับอู่อย่างสม่ำเสมอ
หน้าต่างเป็นระบบไฟฟ้า
ประตูด้านหลังเป็นประตูแบบล๊อค
เหมาะสำหรับคนที่มีลูกค่ะ
เพราะพ่อแม่ต้องไปเปิดให้ไงค่ะ (ถือว่าเซฟดี)
ส่วนด้านหลังก็มีที่เก็บของได้สบายๆ
คันไม่ใหญ่จนเกินไป สำหรับมือใหม่อย่างฉัน
ที่สำคัญมีประกันจากอู่รถ 1 ปีค่ะ
"แม้ว่าอาจจะไม่ใช่รถในฝัน
แต่อย่างน้อยก็ยังได้คว้าฝันไว้ครึ่งหนึ่ง
อีกครึ่งที่เหลือเป็นเรื่องของอนาคต
ขำๆ ดีนะ แต่นี่แหละคือชีวิตคนเรา"
จบการบันทึกประจำวันนี้
******
Posted on Tue 5 Aug 2008 0:04 |
|